Insatiable Love [Jin*Me] Part 23
posted on 08 Jan 2009 10:48 by multisyncInsatiable love part 23
Hopedale Canada
"เล่นคอมพ์ทั้งวัน ไม่เบื่อหรือไง" โทมะที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นอยู่เอ่ยถามเมื่อเห็นคาเมะนั่งง่วนกับเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมร่วมสองชั่วโมงโดยไม่ขยับลุกไปไหน
"ยุ่งหน่า.." คาเมะพูดปัดแบบไม่ใส่ใจเพราะตอนนี้เขากำลังง่วนกับโปรแกรมถอดรหัสตัวใหม่ที่ทีมพัฒนาซอฟแวร์ของบริษัทส่งมาให้
ไม่เลว...เขาคิด นี่ถ้าปรับปรุงอีกนิดหน่อยคงใช้งานได้ ต้องรีบทำให้เสร็จแล้วส่งให้ยูอิจิ...
"คาซึยะ!! ดูนี่สิ" โทมะเรียกเสียงตื่น
"...." ไม่มีเสียงตอบกลับ คาเมะไม่แม้แต่จะหันไปมองด้วยซ้ำ เพราะแต่ละเรื่องที่โทมะให้เขาดูส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องไร้สาระ
"ดูข่าวนี่สิ" โทมะเอาหนังสือพิมพ์บังหน้าจอแลปท๊อปซะมิดทำให้คาเมะจำยอมละสมาธิจากงานข้างหน้า
**งานฉลองครบรอบ 15 ปี คาวาเสะกรุ๊ปล่ม......ประธานใหญ่ถูกลอบยิง.....อาการสาหัส **
คาเมะอ่านเสียงสั่น...ถูกยิง...อาการสาหัส!? เขารีบหยิบมือถือมากระหน่ำโทรหายูอิจิ เสียงสัญญาณดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ปากบางเม้นเข้าหากันอย่างร้อนใจ เขาอยากได้ยินเสียงปลายสายมากกว่าไอ้สัญญาณติ๊ดดๆ บ้าๆ นี่.......ทำไมไม่รับ.....หรือว่า!?
"ติดต่อได้ไหม?" โทมะถาม สีหน้าร้อนใจไม่แพ้กัน
คาเมะส่ายหน้าในขณะที่มือยังไม่เลิกกดปุ่มโทรออก
"งั้นชั้นจะลองติดต่อคนทางโน้นดูเผื่อจะได้ข่าวอะไรบ้าง"
"ไม่ต้อง!"
"หือ!?" โทมะหันมามองหน้าคาเมะ.....ใบหน้าสวยดูสงบนิ่งแต่หัวคิ้วกลับขมวดจนแทบจะชนกัน
"ชั้นจะกลับญี่ปุ่น" คาเมะหยุดสูดลมหายใจเข้าลืกๆ ก่อนสั่งเสียงเฉียบ "เดี๋ยวนี้!!!"
++++++++++++++++++++++++++++++
Tokyo Japan, โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเค
"จิน!!" หญิงวัยกลางคนร้องเรียกลูกชายก่อนเข้าไปสวมกอด หล่อนร้องไห้สะอื้นราวกับการพบหน้าลูกชายที่ไม่ได้เจอกันหลายเดือนมิได้นำพาความสุขสดชื่นมาให้
"พี่เขา....ฮึก....ทักกี้..." น้ำเสียงหล่อนสั่นเครือเสียจนจินจับใจความไม่ได้
"ใจเย็นครับแม่...มันเกิดอะไรขึ้น" เขาลูบหลังปลอบมารดาทั้งที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรซักนิด รู้เพียงแต่เขาได้รับโทรศัพท์บอกให้กลับมาด่วน ตาคมมองสำรวจรอบตัวเพื่อประเมินสถานการณ์ ทุกคนอยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า ....ทั้งซึบาสะ พ่อ แม่ ยามะพี....ยูอิจิ?....แต่ละคนมีสีหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด
"ทักกี้ถูกยิง" ซึบาสะตอบแทน "แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว"
"ปลอดภัย!?" จินทวนคำอย่างสงสัย เพราะถ้าปลอดภัยแล้วจริงทำไมทุกคนถึงมีสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนี้ เขาหันไปมองหน้าบิดาเพื่อเค้นเอาคำตอบ
"เข้ามาเยื่ยมพี่เขาก่อนสิ อีกซักพักหมอคงจะมา" ชายสูงวัยตอบพร้อมเดินนำลูกชายเข้าห้องพักฟื้น....ซึบาสะพยุงหญิงวัยกลางคนเดิมตามเข้าไปติดๆ ปล่อยให้ ยามะพีและยูอิจิอยู่กันเพียงลำพัง
ความเงียบเริ่มเข้าคืบคลานอีกครั้ง ไม่มีใครอยากจะเป็นฝ่ายเริ่มสนทนา ยามะพีไม่แม้แต่จะมองหน้ายูอิจิ เขาโกรธมากที่ทักกี้ต้องมาเจ็บเพราะเรื่องแก้แค้นบ้าๆนี่.......คนที่คิดจะลอบยิงยูอิจิไม่น่าจะเป็นใครได้นอกจากคนจากตระกูลอุจิ....
"ข่าวพี่ฮิโรกิเมื่อวันก่อนฝีมือยูใช่มั้ย" ยามะพีถามด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
ยูอิจิพยักหน้าแทนคำตอบ แม้แต่ตัวเขาเองยังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างงานเลี้ยงเมื่อคืน ทาคิซาว่าซึ่งเป็นแขกได้ขอเวลาคุยกับเขาตามลำพัง ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยพอใจนักที่อีกฝ่ายเอาแต่พูดขอความเห็นใจให้กับน้องชาย ชั่วขณะที่เขากำลังตัดบทสนทนาซึ่งเป็นเสี้ยววินาทีเดียวกับที่ได้ยินเสียงปืนทาคิซาว่าก็ผลักเขาล้มลง ท่ามกลางเสียงแตกตื่นของแขกที่มาร่วมงาน เขาเห็นร่างทาคิซาว่านอนจมกองเลือด ตอนนั้นเองเขาถึงได้ตระหนักว่ากำลังโดนรมต.อุจิหมายหัวซึ่งความจริงเขาคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้วแต่ไม่คิดว่าจะกล้าลงมือเร็วถึงเพียงนี้
"ชั้นไม่คิดว่ามันจะ...." ยูอิจิอึกอักอย่างไม่มั่นใจ
"ผมเคยขอแล้วใช่มั้ยว่าให้หยุด ต้องมีคนตายก่อนหรือไงยูถึงจะพอใจ" ยามะพีเริ่มกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ หากคนที่นอนเจ็บใกล้ตายไม่ใช่ทักกี้แต่เป็นยูหล่ะ?.....แค่คิดเขาก็ทนไม่ได้แล้ว
"ชะ...ชั้น..."
"กลับไปเถอะฮะ ผมไม่อยากเห็นหน้ายู" ยามะพีไล่คนรัก เขายังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทักกี้เป็นเหมือนพี่ชายของเขา การนั่งรอฟังผลตรวจของหมอข้างๆคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดมันทำให้เขารู้สึกแย่
"ตะ...แต่ว่า"
"ผมบอกให้กลับไป!!!" ยูอิจิผงะกับเสียงตะคอกของยามะพี นี่เป็นครั้งแรกที่คนรักแสดงท่าทีแบบนี้ เขาหันหลังกลับอย่างจนใจทั้งที่อยากจะอธิบาย....แต่คงไม่มีคำพูดไหนที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นนอกเสียจากคนเจ็บจะปลอดภัยหรือว่า.....เขาควรจะวางมือจากทุกเรื่อง
ยูอิจิเดินจากมายังไม่ถึงสามก้าวก็ต้องหยุดเมื่อสายตาสบกับใครคนนึงซึ่งเขารู้จักดี ใบหน้าคมสวยกำลังย่างเข้าหาเขาอย่างเชื่องช้า ทันทีที่ประจันหน้ากันฝ่ามือบางสะบัดกระทบแก้ม
"ไอ้บ้ายู!!! เกิดเรื่องขนาดนี้ทำไมไม่ติดต่อมา" เสียงหวานแผดใส่ก่อนจะสวมกอดอย่างห่วงใย
"ขอโทษครับคุณหนู"
ยามะพีที่กำลังนั่งซบหน้าบนฝ่ามือผงกหัวขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นั่นมัน.....
"คาเมะ!!!....."
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ภายในห้องพักฟื้น ซึบาสะนั่งข้างเตียงใหญ่เขากุมมือคนรักไว้ไม่ห่าง มือหนาที่เคยปกป้องเขาเสมอดูซีดเซียวต่างจากที่เคย สายน้ำเกลือกับเครื่องมือทางการแพทย์ห้อยระโยงระยางเหนือที่นั่ง ตาเศร้าหมองจ้องมองน้ำเกลือหยดผ่านสายอย่างเหม่อลอยไม่ได้สนใจจินซึ่งไม่ได้เจอหน้ากันเกือบครึ่งปีเลยซักนิด
"รู้ตัวคนร้ายหรือยังครับพ่อ" จินเอ่ยถาม
"ตำรวจกำลังตามสืบอยู่ คิดว่าอีกไม่นานคงรู้ตัวเพราะทางเรามีเบาะแสอยู่พอสมควร"
"เบาะแสอะไรครับ?" จินเลิกคิ้วอย่างสงสัย
"พี่เขาถูกยิงที่งานฉลองครบรอบ 15 ปี คาวาเสะ กรู๊ป"
"คาวาเสะ!!?" เขาเผลอทำเสียงดังอย่างตกใจเมื่อได้ยินชื่อ...คาวาเสะ??
"ใช่...พี่เขาใช้ตัวรับกระสุนแทน นากามารุ ยูอิจิ ประธานคาวาเสะ กรุ๊ป และ ตอนนี้ตำรวจคงได้เบาะแสไปพอควรจากยูอิจิ แต่ศัตรูเขาเยอะ คงใช้เวลาหน่อย"
จินพยักหน้าอย่างเริ่มเข้าใจเรื่องราวว่าทำไมยูอิจิถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย แต่ที่สงสัยก็คือใครกันที่กล้าลูบคมคาวาเสะกรุ๊ป
"แล้วอาการของพี่หล่ะครับ"
"ต้องรอผลซีทีของหมอหน่ะ อีกซักพักคงมา"
เขาแอบสังเกตเห็นสีหน้ากังวลของผู้เป็นพ่อแต่ไม่กล้าเอ่ยถาม....จินสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ตาคมเหลือบมองพี่ชายที่นอนสงบอยู่บนเตียง ใจหวังว่าคงไม่เป็นอะไรมาก อีกวันสองวันคงลุกขึ้นมาลับฝีปากกับเขาอีก
ขณะที่ทุกคนกำลังรอหมออย่างสงบ ยามะพีเปิดประตูพรวดเข้ามาพร้อมสีหน้าตื่นเต้นระคนดีใจ
"จะ...จินน" คนตาโตร้องเรียก "คาเมะ..."
"คาเมะ!?....." จินงงกับน้ำเสียงตื่นตระหนกของลูกพี่ลูกน้อง
"ตามมาเร็ว เราเห็นคาเมะ" ไม่พูดเปล่าร่างเล็กลากแขนจินที่กำลังตะลึงออกนอกห้อง เขามองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาคนที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อครู่ แต่ก็ไม่มีวี่แวว หรือจะคลาดกัน....โธ่เว้ย น่าจะดึงคาเมะไว้ก่อนแล้วค่อยมาตามจิน ยามะพีนึกอย่างเสียดาย ยูคงรีบพาคาเมะไปเพราะเห็นว่าจินอยู่ที่นี่
"คาซึยะหล่ะ?" จินถามเสียงสั่น ความตื่นเต้นเมื่อครู่มลายหายไปเมื่อไม่เห็นหน้าคนที่ต้องการพบที่สุด เขาจ้องหน้ายามะพีราวกับต้องการมองหาแสงแห่งความหวังสุดท้าย
"เราเห็นจริงๆนะ....ต้องเป็นยูแน่ๆที่พาคาเมะหนีไป...เดี๋ยวเราโทรหายูก่อน" มือเล็กง่วนกับการกดเบอร์โทรออกแต่ก็ต้องชะงักเมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาเพิ่งไล่คนรักกลับไปเมื่อครู่... "เอ่อ....เอาไงดีหล่ะ" ยามะพีขยี้หัวตัวเองจนยุ่งอย่างสับสน เอาไงดีนะ....ถ้าโทรไปแล้วยูไม่คุยกับเขาหล่ะ!?
ตี๊ดด ตี๊ดดดด เสียงมือถือดังทำเอายามะพีสะดุ้ง เบอร์ที่โชว์หลานี่มัน ...............ยูอิจิ?................
"ฮะ...ฮัลโหล"
"คาซึยะกลับมาแล้ว" ปลายสายรายงานเสียงเรียบและพูดต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "พรุ่งนี้ชั้นจะไปรับที่บ้านตอนเช้านะ"
"ฮะ...." ยามะพีตอบทันควัน "อะ....เอ่ออ ผมอยากเจอคาเมะ"
"ได้สิ....จะพาอาคานิชิมาด้วยก็ได้นะ" ยูอิจิตัดสายทันทีที่พูดจบ ทิ้งยามะพีอึ้งอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง.....ยูยอมให้จินเจอคาเมะแล้ว....รอยยิ้มกว้างฉายชัดบนใบหน้า เขาดีใจจนบอกไม่ถูก ในที่สุดทั้งสองคนจะได้พบกัน ที่สำคัญยูหายโกรธจินแล้วทีนี้การแก้แค้นบ้าๆนี่จะได้จบลงซะที
"โทโมะ!!" จินเขย่าแขนยามะพีเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป "ยูอิจิใช่มั้ย....คาซึยะหล่ะ!?" เขาถามอย่างร้อนใจ
"คาเมะกลับมาแล้วจริงๆ พรุ่งนี้ยูจะพาเราไปหาคาเมะ" ยามะพียิ้ม "จินจะไปด้วยก็ได้นะ ยูอนุญาติแล้ว"
คำตอบของยามะพีเปรียบเหมือนน้ำชโลมหัวใจที่แห้งเหือด....เขาดีใจจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่....คาซึยะกลับมาแล้ว....การรอคอยที่แสนยาวนานกำลังจะจบลง....เขากำลังจะได้พบหน้าคนที่เขารักและคิดถึงทุกลมหายใจ....ในที่สุดวันนั้นก็มาถึงเสียที
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
"หากตื่นแล้วพบว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล มีหวังอาละวาดจนนางพยาบาลปวดหัวแน่ครับ" โทมะติงยูอิจิที่พาคาเมะมาพักฟื้นต่อที่โรงพยาบาลแต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าเฉยเหมือนรู้วิธีจัดการร่างบางที่นอนสงบอยู่บนเตียง
"ใครพากลับมาคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ"
โทมะเลิกคิ้วพลางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้....เขาเป็นคนพาคาเมะกลับมาก็สมควรต้องรับผิดชอบ...แต่ที่เขาสงสัยก็คือยูอิจิคิดจะจัดการยังไงต่อไป.......จะพากลับแคนนาดาหรือจะรักษาต่อที่ญี่ปุ่น?
"เอ่อ ผมจะติดต่อสถานบำบัดที่โน่นก่อนนะครับ ศจ.เมิลวินคงไม่มีปัญหากับการมาตรวจที่นี่สัปดาห์ละครั้ง" โทมะเสนอความเห็น
ยูอิจิพยักหน้าอย่างพอใจ "ดีมาก นายจัดการให้เรียบร้อยละกัน....ถ้ารักษาตัวที่นี่ชั้นก็วางใจ"
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเคนับว่ามีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษา...การวิจัย...หรือด้านการผลิตบุคคลากรแพทย์ และที่สำคัญ โทมะ อิคุตะก็เป็นทายาทเพียงคนเดียวของผู้อำนวยการโรงพยาบาล....เขาคิดถูกแล้วที่เลือกผู้ชายคนนี้เป็นผู้ดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ บุคคลิกท่าทาง และ ฐานะทางครอบครัว ประวัติทุกๆด้านไม่มีด่างพร้อย....หากทั้งสองเกิดชอบพอกันเขาก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่
เสียงแกรก แกรก เรียกสองคนที่กำลังนั่งคุยกันให้หันไปมองยังจุดเดียว ร่างบางที่เมื่อครู่หลับสนิท ตอนนี้ตื่นมานั่งบนเตียงมือเล็กง่วนกับการดึงสายน้ำเกลือออก โทมะรีบห้ามแทบไม่ทัน
"อย่าดึงออกสิ" เขาจับข้อมือบางไว้แน่นจนอีกฝ่ายหันไปขอความช่วยเหลือจากลูกน้องคนสนิท
"ชั้นไม่อยากอยู่ที่นี่....ยูอิจิ พาชั้นกลับที"
"โห ดีใจมากเลยที่เธออยากกลับ....นากามารุคุงครับ ติดต่อเครื่องบินส่วนตัวด่วนครับ คาซึยะจะกลับแคนนาดา" โทมะแหย่แบบหยั่งเชิง
"โอเค" ยูอิจิรับมุข เขาแกล้งทำเป็นจะโทรติดต่อนักบินแต่โดนคาเมะตะคอกใส่เสียงดัง
"ชั้นไม่กลับแคนนาดา!!!!!" หน้าสวยบูดสนิทอย่างไม่พอใจ เขาก้าวพรวดลงเตียง ในเมื่อไม่มีใครช่วยเขาก็ต้องช่วยตัวเองแต่เท้ายังไม่ทันถึงพื้นหัวก็หมุนติ้ว
"ระวังหน่อยสิ" โทมะคว้าแขนไว้ทัน "หากไม่อยากกลับก็ทำตัวดีๆ นอนพักซะ...เธอหน่ะไม่ได้นอนมากี่วันแล้ว" เขาเอ็ดเสียงดุพลางพยุงร่างเล็กขึ้นเตียง
"แต่ชั้น..."
"ไม่มีแต่...."
คาเมะทำหน้าง้ำใส่โทมะก่อนยอมทำตามอย่างว่าง่าย...เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขามาก ตลอดทางที่อยู่บนเครื่องก็นั่งกุมมือเขาไว้ตลอด ถึงแม้จะไม่มีคำปลอบโยนหวานๆ แต่เขาเห็นความเอื้ออาทรนั่นผ่านแววตา ผ่านไออุ่นจากฝ่ามือ...หากไม่มีโทมะเขาคงทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนั้น
ยูอิจิมองภาพตรงหน้าอย่างพอใจในวิธีจัดการของโทมะ เท่านี้ก็วางใจไปอีกเปราะ ที่เหลือก็พรุ่งนี้....ถือเป็นวันตัดสิน หากทุกอย่างไปเป็นตามคาด เขาจะได้วางมือจริงๆเสียที...
"ยูอิจิ..." คาเมะเรียกเมื่อเห็นคนสนิทจะกลับ "ชั้นมีเรื่องจะคุยด้วย"
ร่างสูงพยักหน้าก่อนมองส่งสัญญาณให้โทมะออกไปก่อน เมื่อทั้งสองอยู่ตามลำพัง คาเมะก็เริ่มคำถามที่อีกฝ่ายไม่อยากตอบ
"ใครอยู่เบื้องหลัง?" คาเมะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขารู้ว่ายูอิจิเข้าใจเรื่องที่เขากำลังพูดและต้องการคำอธิบาย
"ยังไม่ทราบครับ" ยูอิจิตอบอย่างลำบากใจที่ต้องโกหก....เขายังไม่พร้อมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีก่อนให้คุณหนูของเขาฟังและคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะพูดด้วย
"ยังไม่ทราบหรือยังไม่อยากบอกกันแน่" คาเมะทำเสียงไม่พอใจ ตาคมจ้องหน้าคนสนิทเพื่อเค้นคำตอบ
"ขอเวลาผมอีกหน่อยนะครับ ทุกอย่างจะเรียบร้อยแน่ๆ"
"ก็ได้....แต่บอกไว้เลยนะว่าชั้นไม่ยอมให้อภัยคนที่คิดทำร้ายนายแน่" คาเมะยกผ้าห่มคลุมร่างก่อนสั่งเสียงเรียบ "กลับไปได้ละ ชั้นจะพักผ่อน"
ยูอิจิออกจากห้องพักฟื้นพร้อมความหนักใจ....เขาสังเกตพฤติกรรมคุณหนูหลายอย่างหลังจากฟื้นจากเหตุการณ์แย่ๆเมื่อหกเดือนก่อน....คุณหนูคนใหม่ที่ร่างเริงสดใส คุณหนูคนใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งครั้งที่เขาเล่าเรื่องราววัยเด็กให้ฟังแต่ก็มีบ่อยครั้ง ลึกๆในหัวใจที่ด้านชาก็แสดงบุคคลิกภาพแบบเดิมๆ...........ความเย็นชา ความเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าว เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา นิสัยแบบเก่าที่เคยฝังรากลึกนั้นก็มิได้ลดน้อยลงเลย
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จินทิ้งตัวบนโซฟานุ่มที่พักใจตัวเดิมยามเมื่อเขาเหนี่อยล้า สัมพาระทุกอย่างถูกวางไว้บนพื้นอย่างไม่ใส่ใจที่จะเก็บเข้าที่ บ้านที่จากไปนานยังคงอยู่ในสภาพเดิม ท้องฟ้าบนหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ไม่เปลี่ยนไปซักนิด ทำให้เขานึกถึงวันเก่าๆที่มีคาซึยะอยู่เคียงข้าง.....ตาสวยหวานที่นั่งมองวิวทิวทัศน์ผ่านกระจกนั่นได้ทั้งวันราวกับไม่มีวันเบื่อหน่าย....หากพรุ่งนี้ไม่มีปัญหาผิดพลาดเขาคงได้พาคาซึยะกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันดังเดิม รอยแผลที่เขาสร้างไว้เขาจะเป็นคนคอยลบมันไป ถึงมันจะไม่หมดไปจากหัวใจและถึงมันจะสร้างความเจ็บปวดให้จนต้องหลั่งน้ำตา เขานี่แหละจะเป็นคนคอยปลอบประโลมหัวใจที่เหนี่อยล้านั่นจนหาย
จินบรรจงหยิบสร้อยทองคำขาวขึ้นมาดู แหวนสลักชื่อ Jin*Kazuya แกว่งไปมาราวกับว่าดีใจที่จะได้กลับคืนสู่ลำคอขาวระหงษ์....หากคาซึยะไม่ยอมรับมันไว้หล่ะ จินคิด เขาจะทำอย่างไรหากคนรักไม่ยอมให้อภัยกับการกระทำของเขา....แค่นึกถึงหน้าสวยปฏิเสธเขาอย่างสิ้นไร้เยื่อใย เขาก็เจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ได้.....จินพยายามสลัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน มันยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปในตอนนี้ คำตอบที่ได้อาจเป็นอย่างอื่น.....แต่ถึงแม้จะดีหรือร้ายอย่างไรเขาคงต้องจำใจยอมรับมันอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะปมทุกอย่าง รวมถึงเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดกับทุกคนล้วนมีเขาเป็นต้นเหตุทั้งนั้น
ขณะเดียวกับที่จินกำลังหมกมุ่นกับความคิดของตน ยูอิจิเองก็กระวนกระวายใจถึงเรื่องพรุ่งนี้เช่นกัน เขานั่งเงียบๆอย่างใช้สมาธิในห้องทำงานตลอดเย็นเพื่อนึกทบทวนถึงสิ่งที่เขาทำตลอดหกเดือนที่ผ่านมารวมไปถึงจดหมายฉบับสุดท้ายที่คุณหนูส่งให้
***
ถึง นากามารุ ยูอิจิ
ไฟล์งานทุกไฟล์ค่อยๆปล่อยให้ทีมพัฒนาโปรแกรมปีละไฟล์...บริษัทเราจะครองตลาดอย่างน้อยอีกสิบปีเป็นอย่างต่ำ เผื่อว่าชั้นจะไม่ฟื้นหลังจากนี้อีกสิบปี อย่าลืมเก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับ รวมถึงแล็ปท๊อปของชั้นที่บ้านจิน ช่วยเอามันกลับมาด้วยและงานสุดท้ายที่ชั้นอยากขอร้องในฐานะเจ้านายคือ เมื่อชั้นฟื้น ไม่ว่าจะสภาพใดยูจะต้องเล่าเรื่องราวทุกอย่างช่วงที่ชั้นหลับให้ฟังรวมถึงเรื่องราวในอดีตของชั้นด้วย เพราะตามที่คาดฤทธิ์ยาอาจทำให้สมองบางส่วนของชั้นตายอย่างสมบูรณ์ แต่หากชั้นไม่ฟื้นหลังจากนี้อีกสิบปีก็ขอให้ใช้จดหมายฉบับนี้แทนพินัยกรรม ทุกอย่างของตระกูลคาวาเสะชั้นขอมอบให้ยู
ไฟล์รูปสุดท้ายถือเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งชั้นอยากให้ยูจัดการเพราะชั้นแน่ใจว่ายูรู้ว่าถ้าเป็นชั้นจะจัดการมันยังไง....ขอโทษที่ทิ้งเรื่องยุ่งยากไว้ให้ แต่ชั้นไม่มีทางเลือก....ทั้งร่างกายและหัวใจชั้นตอนนี้ไม่เหลือกำลังไว้ต่อสู้อีกต่อไปแล้ว ชั้นไม่ต้องการทำร้ายยู ทำร้ายเพื่อน หรือแม้แต่จิน....บางทีมันคงดีกว่าหากชั้นจะหยุดเรื่องราวทุกอย่างไว้แค่นี้ ขอเวลาชั้นพักซักระยะ มันอาจจะนาน หรือ อาจจะชั่วชีวิต แต่ชั้นอยากเสี่ยง.....มันคือการเดิมพันครั้งสุดท้ายของชั้นในฐานะ คาวาเสะ คาซึยะ
ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่าง
คาเมนาชิ คาซึยะ
***
ยูอิจิอ่านข้อความซ้ำไปซ้ำมาร่วมสิบครั้ง เขาทำทุกอย่างตามที่คุณหนูสั่งไว้....ทุกอย่าง....แต่อาจมากกว่านั้น เพราะความโกรธแค้นอาคานิชิ เขาจึงพาคุณหนูไปแคนนาดาและหลังจากคุณหนูฟื้นเขาได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟังยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาคานิชิ เขาเริ่มไม่แน่ใจกับการตัดสินใจของตัวเอง หากเรื่องทุกอย่างผิดพลาดหล่ะ หรือ หากคุณหนูได้คาดคะเนผลลัพท์หลังฟื้นคืนสติไว้ล่วงหน้าหล่ะ.....บทสรุปจะเปลี่ยนไปเพียงเพราะการกระทำของเขาหรือเปล่า แต่เขาถอยไม่ได้แล้ว ตอนนี้มีตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างจบ เรื่องราวตอนท้ายจะเป็นอย่างไร ใครจะต้องเจ็บปวดก็ช่าง ขอเพียงแค่คุณหนูของเขามีความสุข เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
คฤหาสน์ตะะกูลอุจิ
อดีตรมต.อุจิอาละวาดใส่ลูกน้องด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด "เรื่องแค่นี้ยังทำพลาด!!! พวกแกมันเลี้ยงเสียข้าวสุก"
"ช่างเถอะฮะพ่อ" ร่างบางเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ เขาพับหนังสือพิมพ์ในมือหลังอ่านข่าวหน้าหนึ่งจบ ตาหวานปรายมองผู้เป็นพ่อที่เดินวนไปมาอย่างงุ่นง่าน
"ช่างเหรอ....พวกมันต้องรู้แน่ว่าเป็นฝีมือเรา!!"
"ฮะ..พวกมันรู้ แต่ก็ดีไม่ใช่หรือฮะ"
"ดี? แกบ้าไปแล้วหรือไงหา!!!!" รมต.อุจิหันขวับมองหน้าลูกชายอย่างไม่เชื่อหูของตน
"ลองคิดดีๆสิฮะ.....ตอนนี้ไม่มีใครกล้าแหย่คาวาเสะ แต่เรากล้า ทีนี้พวกมันจะได้รู้ว่าเราเอาจริง" อุจิ ฮิโรกิ เผยยิ้มมุมปาก "อย่าลืมสิฮะว่าศัตรูคาวาเสะกรุ๊ปไม่ใช่มีแค่พวกเรา ถึงเราจะโดนโจมตีด้วยข่าว หรือ เรื่องตำแหน่ง รมต.ของพ่อ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้พันธมิตรมาอีกเยอะ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ คนอื่นๆคงกรูเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเรา"
รมต.อุจิฟังลูกชายอธิบายอย่างใช้ความคิด....หากเป็นอย่างที่ฮิโรกิพูด เราอาจได้กลุ่มธุรกิจที่เคยขัดแย้งกับคาวาเสะมาเป็นพวกและเขาซึ่งเป็นผู้กล้าแหย่หนวดราชสีห์เป็นคนแรกน่าจะถูกยกย่องให้เป็นผู้นำ
"แล้วเราควรทำยังไงต่อไปถ้ามันหันมาเล่นงานเราอีกหล่ะ" รมต.อุจิขอความเห็นจากลูกชาย
"รอฮะ....การที่เราส่งคนไปลอบยิงมันไม่สำเร็จก็ใช่จะไร้ประโยชน์ซะทีเดียว อย่างน้อยก็ถือเป็นการซื้อเวลา พวกมันคงยังไม่กล้าทำอะไรผลีผลามตอนนี้....เพราะตำรวจกำลังตามกลิ่นเรื่องนี้อยู่"
"......." รมต.อุจิพยักหน้ารับ
"แต่เราต้องใช้เวลาที่มีตอนนี้วางแผนและรอจังหวะเล่นงาน.....รับรองครั้งหน้าไม่พลาดแน่" ฮิโรกินหันไปสบตาพ่ออย่างมั่นใจกับความคิดของตนโดยไม่แยแสว่าการดึงผู้ใหญ่มาร่วมในการแก้แค้นส่วนตัวนั้นอาจทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โตและอาจกระทบถึงชีวิตของใครอีกหลายคนที่เขารู้จัก เพียงสามารถกำจัดศัตรูหัวใจให้พ้นทาง...เขายอมทำทุกอย่าง ต่อให้สุดสายปลายทางไม่เหลือใคร ขอแค่มีจินอยู่เคียงข้าง.......แค่จินเท่านั้นก็เพียงพอ.....
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
"ชั้นไม่กิน!!!" น้ำเสียงหวานกระเง้ากระงอด คาเมะอิดออดกับการกินอาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ ทั้งจืดชืดและมีมะเขือเทศที่เขาเกลียดอยู่ด้วยใครจะกินลง "เอาโน๊ตบุกมา ชั้นจะทำงานต่อ"
"ไม่ได้ ต้องกินข้าวก่อน" อีกฝ่ายไม่ยอมละความพยายามป้อนข้าวเด็กดื้อ "ผอมจะแย่อยู่แล้ว"
"ไม่เอา" คาเมะเบือนหน้าหนี
"ไม่ได้ ถ้าไม่กินแล้วร่างกายจะเอาแรงที่ไหนผลิตอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงสมองหา" เริ่มยกทฤษดีทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย
"เหอะ ทำเป็นรู้ดี....."คาเมะคลี่ยิ้มมุมปากทำนองเยาะเย้ยนิดๆ "เก่งนักก็กินเองสิ.....กินเยอะๆนะเผื่อจะฉลาดขึ้น"
"เดี๋ยวเหอะเจ้าตัวดี" โทมะเขกหัวเข้าให้กับความยียวน "สงสัยจะป้อนดีๆไม่ได้แล้วมั้ง" มือแกร่งรวบร่างบางไว้ในอ้อมแขนขืนแรงบังคับไม่ให้ขยับหนี "เอ้าอ้าปาก.."
"ปล่อยนะ!!" คาเมะดิ้นขัดขืนเท่าที่ร่างกายจะมีแรง "ชั้นไม่กินนน"
"ต้องให้ง้างปากใช่มั้ยหรือว่าต้องป้อนแบบเม้าท์ทูเม้าท์"
"อ๊า....ไม่เอา" เขารีบยกมือป้องปาก
"งั้นก็กินเอง" โทมะยื่นช้อนให้ คาเมะปรายตามองมะเขือเทศอย่างพะอืดพะอม
"โอเค...โอเค ไม่เอามะเขือเทศใช่มั้ย" คนเฝ้าไข้จำยอมเขี่ยตัวเจ้าปัญหาออกจากช้อน "ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ"
ร่างบางยอมรับช้อนมากินในที่สุด เขาพยายามเคี้ยวช้าๆเพื่อถ่วงเวลา กว่าจะกลืนแต่ละคำใช้เวลาร่วมนาที "รสชาติห่วย " คาเมะบ่นอุบ "ชั้นว่านายจ้างนักโภชนาการกับพ่อครัวใหม่ดีกว่าก่อนที่โรงพยาบาลของนายจะเจ๊งเพราะไม่มีคนไข้....ใครจะทนกินอาหารแบบนี้ลง"
"ชั้นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่พ่อครัวแต่เป็นเธอมากกว่า.....และที่สำคัญนะ" โทมะยื่นหน้าเข้าใกล้คาเมะจนจมูกแทบชนกัน "ที่นี่มันโรงพยาบาลไม่ใช่ภัตตาคารระดับห้าดาว....เพราะฉะนั้นประเด็นหลักอยู่ที่คุณค่าทางอาหารไม่ใช่รสชาติ....เข้าใจยัง?"
คนไข้เจ้าปัญหาส่ายหัวไม่รับรู้จนอีกฝ่ายทำหน้าระเหี่ยใจ....
"กินเสร็จแล้วชั้นมีเซอร์ไพรส์"
"เซอร์ไพรส์?" คาเมะทำตาโตแสร้งทำเป็นตื่นเต้น สำหรับเขาแล้วไม่น่าจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ดีไปกว่าได้ออกจากที่นี่ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้
"นากามารุคุงจะพาคนมาเยื่ยมเธอ"
"ใคร!?"
"เดี๋ยวเจอก็รู้เองแหละ รีบกินซะ เด็กดื้อ" มือใหญ่ขยี้หัวคนบนเตียงอย่างเอ็นดู หากได้พบคนที่เคยรู้จัก คาซึยะจะจำได้หรือเปล่านะ โทมะคิด บางทีอาจช่วยกระตุ้นความทรงจำสมัยก่อนหรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ การฟื้นตัวของสมองคาซึยะมันซับซ้อนเสียจนเขาเดาทิศทางการรักษาไม่ได้ หากอยากรู้ผลลัพท์คงต้องรออย่างเดียว
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สองคนที่กำลังถกเถียงกันเรื่องอาหารไม่ได้รับรู้ถึงสายตาสามคู่นอกห้องพักฟื้นซึ่งกำลังจับจ้องพวกเขาอยู่.....จินและยามะพีถูกยูอิจิขอร้องให้ยืนรอหน้าห้องฟังเรื่องราวของคาเมะให้จบก่อนจึงจะอนุญาติให้เข้าเยี่ยม ทั้งคู่ตั้งใจฟังพลางมองสังเกตพฤติกรรมคาเมะจากนอกห้อง
"คาซึยะฟื้นหลังจากนั้นประมาณสามเดือน ช่วงอาทิตย์แรกหมอต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดโดยตลอดเพราะไม่สามารถรับรู้อาการจากปากคนไข้" ยูอิจิเริ่มเล่า
"ทำไมหล่ะฮะ?" ยามะพีทำหน้าที่ถามแทนจินที่ได้แต่ยืนนิ่ง
"เพราะคาซึยะไม่ยอมพูดอะไรเลยซักคำ ไม่แม้แต่ขยับร่างกายเลยซักนิด ทุกวันเอาแต่เหม่อออกนอกหน้าต่าง แต่หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์คาซึยะก็เริ่มพูด" คนสนิทตระกูลคาวาเสะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนพูดต่อ "คำแรกที่หลุดออกมาคือ....ใคร?...."
สองคนที่กำลังตั้งใจฟังรู้สึกงุนงงจนยูอิจิต้องอธิบายต่อ "คาซึยะพูดได้เป็นคำๆ ไม่สามารถสื่อสารเป็นประโยคได้ ที่สำคัญจำไม่ได้แม้แต่ชื่อของตัวเอง ถึงแม้ศจ.เมิลวินที่ทำการรักษาอยู่จะได้ชี้แจงก่อนหน้านี้แล้วว่า สมองที่เกี่ยวเนื่องกับการแปลภาษาและความทรงจำถูกทำลาย แต่ชั้นก็ไม่นึกว่ามันจะกระทบกระเทือนมากถึงเพียงนี้"
"ตะ...แต่ผมเห็น" ยามะพีชี้เข้าไปในห้องซึ่งภาพที่เห็นมันขัดแย้งกับสิ่งที่ยูอิจิบอกอย่างสิ้นเชิง "คาเมะกำลังคุยอยู่?"
"ใช่ที่พวกเธอเห็นมันก็มาจากความพยายามอย่างหนักของคาซึยะ ทุกๆวันเขาจะให้ชั้นหาหนังสือรวมทั้งสื่อทุกอย่างมาให้ดู....พวกเธอคงเดาไม่ออกสินะว่าเวลาเพียงแค่สามสี่เดือนคาซึยะอ่านหนังสือไปทั้งหมดกี่เล่ม....ฮึ.." ยูอิจิแค่นหัวเราะเล็กน้อยเมื่อนึกภาพคุณหนูกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย เขายิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยก่อนพูด"หนังสือเกือบทั้งหมดในห้องสมุดสถานบำบัด อ้อ!!...ไม่รวมพวกแม๊กกาซีนวัยรุ่นไร้สาระนะ"
"งั้นคาเมะก็หายเป็นปกติแล้วสิฮะ" ยามะพีใจชื้นขึ้นมาหน่อย
"ถ้าหายแล้วจะมาอยู่ที่นี่เหรอ?.....ร่างกายยังอ่อนแอจากการหมดสตินานจนเกินไปที่สำคัญร่างกายซีกขวาบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ดีเหมือนเดิมเนื่องจากสมองซีกซ้ายถูกทำลาย หากได้รับการกายภาพอย่างต่อเนื่องอาจกลับมาใช้งานได้เหมือนคนปรกติแต่ไม่สามารถยกของหนักๆหรือวิ่งได้เหมือนเมื่อก่อน" ยูอิจิถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเล่าถึงปัญหาสุดท้ายซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด
"และเรื่องสุดท้ายที่ชั้นอยากให้เธอสองคนรู้ไว้ก็คือ ถึงสมองถูกทำลายและความทรงจำทั้งหมดจะเลือนหายไปแต่นั่นก็ไม่ทำให้คุณลักษณะพิเศษของสมองคาซึยะเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย..." ยูอิจิยื่นสำเนาบันทึกความคืบหน้าในการรักษาคนไข้ของศจ.เมิลวินให้จิน "ชั้นจะสรุปให้ฟังคร่าวๆที่เหลือนายเอาไปอ่านเอง......การฟื้นตัวของเนื้อสมองเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านประสาทการรับรู้ของร่างกายจะถูกป้อนเข้าไปในความทรงจำที่ว่างเปล่า ที่สำคัญก็คือมันจะฝังรากลึกลงไปอย่างที่ไม่มีทางลืมได้และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ชั้นไม่อยากให้คาซึยะกลับมารักษาตัวที่นี่.....ชั้นอยากให้เขาได้มีความทรงจำดีๆ มีชีวิตที่มีความสุขและได้พบกับคนที่สามารถดูแลเขาได้ทุกอย่าง....
"หมายความว่า....ผู้ชายคนนั้น?...." ยามะพีตะลึงงันกับคำพูดของคนรัก เขามองไปที่โทมะซึ่งกำลังป้อนข้าวคาเมะในห้อง
"ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอกโทโมะ...ถึงชั้นจะอยากให้เป็นอย่างนั้นก็เถอะ......แต่ทุกอย่างคาซึยะจะเป็นคนตัดสินใจ ชั้นไม่ห้ามถ้าพวกเธออยากพบกันแต่ขออย่างเดียว.......อย่าพยายามรื้อฟื้นเหตุการณ์ในอดีตเพราะตัวกระตุ้นที่มากพออาจทำให้คาซึยะจำเรื่องราวทุกอย่างได้ ชั้นไม่อยากให้ความทรงจำแย่ๆย้อนกลับมาทำร้ายเขาอีกเป็นครั้งที่สอง" ยูอิจิย้ำประโยคสุดท้ายอย่างหนักแน่น
"มะ...ไม่!! ผมไม่ยอม ผมต้องคุยกะคาเมะให้รู้เรื่อง" ยามะพีไม่เห็นด้วยกับความคิดของคนรัก ส่วนจินยังคงนิ่งเงียบ ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ยูอิจิพูดเมื่อครู่
"หากเธออยากบอกชั้นก็คงบังคับอะไรเธอไม่ได้ แต่อย่างน้อยเธอน่าจะเห็นแก่ความสุขของเพื่อนบ้าง.....ลองคิดดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย" ยูอิจิเสนอ
จัวหวะเดียวกับที่ยามะพีจะโต้แย้ง คนข้างในห้องเปิดประตูพรวดออกมาพอดี
"ขอโทษครับ" โทมะเอ่ยอย่างมีมารยาท "ผมไม่รู้ว่ามีคนยืนอยู่หน้าห้อง"
"ไม่เป็นไร....ข้างในเป็นยังไงบ้าง" ยูอิจิถามถึงคนไข้จอมแสบ
"ทานได้นิดหน่อยครับ...." โทมะมองแขกสองคนที่เขาไม่รู้จักอย่างพิจารณา "พวกคุณคงเป็นเพื่อนคาซึยะ...ผมโทมะ อิคุตะ...เป็นหมอที่ดูแลคาซึยะอยู่ครับ..." เขาแนะนำตัวสั้นๆก่อนหันไปรายงานความคืบหน้าให้ยูอิจิทราบ "เรื่องศจ.เมิลวิน ท่านตกลงยอมรับเงื่อนไขครับ คาดว่าจะเดินทางมาญี่ปุ่นอาทิตย์หน้า..."
"ดีมาก....จัดการให้เรียบร้อยนะ"
"ครับ....เอ่อ" โทมะหันมาสบตากับแขกทั้งสองคนอีกครั้ง "จะเยื่ยมก็เชิญนะครับ เพิ่งทานข้าวเสร็จพอดี" พูดจบก็ปลีกตัวไปทำงานต่อ ยูอิจิมองแผ่นหลังของผู้ดูแลคุณหนูจนลับตา ใบหน้าของเขาฉายแววพึงพอใจในตัวชายคนนี้อย่างเห็นได้ชัดจนยามะพีเริ่มเข้าใจจุดประสงค์
"ผมรับไม่ได้กับเงื่อนไขบ้าๆนี่ ไปเถอะจิน เข้าไปหาคาเมะกัน" ยามะพีดึงมือลูกพี่ลูกน้องซึ่งขืนตัวไม่ทำตาม "ทำไมหล่ะจิน?!"
"ลองคิดดูนะอาคานิชิ.....ถ้านายรักคาซึยะจริงก็ควรให้เวลาเขาหน่อย เพราะหากนายยังดึงดันทำตามความต้องการของตัวเองตอนนี้....ชีวิตของคนที่นายบอกว่ารักจะต้องทุกข์ทรมานจมอยู่กับเรื่องเลวร้ายที่นายเคยทำไว้ในอดีต" ยูอิจิรุกคืบด้วยประโยคเด็ด....จากท่าทีของอาคานิชิ เขาแน่ใจในทันทีว่ามันต้องได้ผล.....และมันก็ยิ่งกว่าได้ผลเสียอีก จินหันหลังให้คนรักที่เฝ้ารอมานาน เขาปลีกตัวกลับโดยไม่แม้แต่ปรากฏหน้าให้เห็นด้วยซ้ำ แม้ยามะพีจะตะโกนไล่หลังเรียกซักกี่ครั้งจินก็ไม่หันกลับมามอง
เรื่องเลวร้ายที่เขาเคยทำไว้?............มีหรือที่เขาจะจำไม่ได้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานแต่ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของคาซึยะยังวนเวียนอยู่ในห้วงความทรงจำของเขาตลอด ใบหน้าที่เคยปรารถณาให้มีแต่รอยยิ้ม เขาเป็นคนทำลายมันด้วยมือคู่นี้....กี่ครั้งนะที่เขาข่มขืนใจคนรัก.......ด้วยคำพูดเชือดเฉือน........กี่ครั้งนะที่เขาพูดว่าเกลียด........สองสิ่งนี้ถือเป็นการกระทำเลวทรามต่ำช้าอย่างไม่สมควรได้รับการให้อภัย แบบนี้แล้วเขาจะกลับไปหาคาซึยะคนใหม่ที่ต้องการความสุขสดใสในชีวิตได้อีกหรือ? จินกำเอกสารที่ยูอิจิให้ไว้จนยับยู่ เขาสับสนว่าควรทำอย่างไรต่อไป หากเวลาสามารถเยียวยาบาดแผลในใจของคาซึยะได้ ก็ขอให้มันฉุดรั้งหัวใจของเขาจากความปรารถณาและความต้องการอย่างเห็นแก่ตัวตอนนี้เอาไว้ด้วยเถิด........เพราะหากตัดสินใจผิดพลาดคราวนี้คงไม่มีโอกาสแก้ตัวไปตลอดชีวิต..........
ยามะพีได้แต่มองไล่หลังลูกพี่ลูกน้องจนลับตา แว่บหนึ่งเขาเห็นแผ่นหลังจินสั่นไหว ไม่มีอะไรที่เขาจะทำเพื่อจินได้เลยหรือ
"ทำไมยูต้องทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยาก ปล่อยให้คาเมะพบจินไม่ได้หรือฮะ?" ร่างบางอดที่จะตำหนิคนรักไม่ได้
"ชั้นก็ไม่ได้ห้ามอะไรนี่"
"แต่ที่ยูพูดมันแย่เสียยิ่งกว่าห้ามทั้งสองคนไม่ให้พบกันซะอีก อย่างยูคงไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นหรอก" ร่างบางเบือนหน้าหนีอย่างเหนื่อยหน่ายโดยมิได้รู้ว่าคำพูดของตนกระทบใจยูอิจิอย่างจัง
"เธอต่างหากที่ไม่เข้าใจ เพราะถ้าเธอเข้าใจคงไม่พูดกับชั้นแบบนี้"
"เข้าใจสิฮะ....เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่ายูต้องการให้จินเลิกยุ่งกับคาเมะและไม่ต้องการให้จินมาวุ่นวายกับชีวิตคาเมะอีก ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ายูหวังดีกับคาเมะจริงหรือเปล่า เพราะคนรักกันจริงเขาไม่ทำแบบนี้หรอก"
ดูเหมือนบทสนทนาจะเริ่มรุนแรงขึ้นตามอารมณ์ ยูอิจิบีบแขนบอบบางไว้แน่นก่อนพูดเสียงเย็น "คนรักกันจริงงั้นหรือ......จริงสินะชั้นลืมไปว่าเธอคิดยังไงกับอาคานิชิ......." ปากเริ่มขยับพูดสิ่งที่คั่งค้างใจมานานอย่างยากลำบาก "มีซักครั้งมั้ยที่เธอบอกว่ารักชั้น"
"ยู!?...." ยามะพีอึ้งกับสิ่งที่เขาได้ฟัง "ผม...." ใบหน้าหวานแดงก่ำและดูรนรานเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก......อย่าบอกนะว่ายูคิดว่าเขายังมีใจให้จิน..........เมื่อลองนึกดูดีๆ เขาก็ยังไม่เคยพูดคำว่ารักให้คนตรงหน้าฟังเลยซักครั้ง
"รู้ไว้นะว่าเธอไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคาซึยะหรอก........เธอเคยเกลียดชังใครจนถึงขนาดอยากฆ่าให้ตายมั้ย.......เธอเคยเจ็บปวดทุกข์ทรมานถึงขนาดคิดว่าตายไปซะยังจะดีกว่าหรือเปล่า.........." ยูอิจิเงยหน้ากระพริบตาเพื่อไล่หยดน้ำซึ่งกำลังเริ่มกลั่นตัวทีละน้อยก่อนพูด "เธอคิดมั้ยว่าคาซึยะรู้สึกอย่างไรขณะถูกคนที่ตัวเองรักคนแล้วคนเล่าทำร้าย....... ความเจ็บปวด ความเศร้า และความโดดเดี่ยว ที่บีบคั้นเสียจนหัวใจเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ.........และจิตนาการออกมั้ยว่าคาซึยะรู้สึกอย่างไรในเสี้ยววินาทีที่เขากำลังปลิดชีวิตตัวเอง.......ฮึ.." ยูอิจิคำรามในลำคออย่างเย้ยหยันในชะตาชีวิตน้อยๆ "......ใครที่ไม่เคยเจอไม่มีทางรู้หรอกและเธอจะให้ชั้นขุดคุ้ยความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมาเพื่อทรมานคาซึยะงั้นหรือ........ไม่มีทาง ชั้นไม่มีวันยอมให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก คาซึยะจะต้องมีความสุขกับชีวิตใหม่ที่เขาเคยปรารถนามาตลอด"
ยูอิจิคลายมือจากร่างบางเมื่อพูดสิ่งที่ตนเองอยากพูดมานานจนหมด "หากชั้นไม่รักเธอ....เรื่องทุกอย่างคงจบง่ายกว่านี้" เขาพูดทิ้งท้ายก่อนผละออกไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งคนรักซึ่งพูดโต้เถียงอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ยามะพีปล่อยโฮออกมาแทบจะทันที น้ำใสๆกลั่นตัวไหลผ่านแก้มเนียนไม่ขาดสาย ความรักตัวเดียวเท่านั้นเองที่ทำให้พวกเขาทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เขาไม่มีทางหยุดยั้งหรือช่วยอะไรใครได้อีกแล้วเพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับเรื่องของตัวเองยังไง ในเมื่อคนรักของเขาปิดหูปิดตาและปิดหัวใจไม่แม้แต่จะฟังเสียงร่ำร้องว่า...รัก...ซึ่งเขายังไม่เคยได้พูดออกมาเลยซักครั้ง....
เขาผิดเองที่คิดถึงแต่เรื่องของคนอื่นจนลืมนึกถึงใจของยูอิจิ.......คนที่ใกล้ชิดเสมือนเป็นคนในครอบครัวของคาเมะ
กลับกันหากเขาเป็นยู ไม่แน่ว่า.....เขาอาจจะเลือกทำแบบเดียวกัน......
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เนิ่นนานกว่าน้ำตาที่ไหลอาบจะเหือดแห้ง ยามะพีพยายามทำสีหน้าให้เป็นปรกติที่สุดก่อนเปิดประตูเข้าไปเผชิญหน้ากับเพื่อนรักซึ่งตอนนี้ไม่รู้จักหรือจำเขาได้เลยด้วยซ้ำ คาเมะเอียงคอมองแขกที่เข้ามาใหม่อย่างพิจารณาก่อนยิ้มน้อยๆ
"ยามะพีใช่มั้ย?" เขาพูดทำเอายามะพีหน้าเหวออย่างสงสัย
"จำเราได้...." ยามะพีเผยยิ้มกว้าง "คาเมะจำเราได้?"
แต่คำตอบที่ได้ทำให้รอยยิ้มหายไปในทันที "จำได้ก็ดีสิ......ยูเล่าเรื่องของนายให้ฟังเยอะ ชั้นเลยพอจะจินตนาการออกว่า ยามาชิตะ โทโมฮิสะ น่าจะเป็นแบบนี้"
คาเมะสารธายายเรื่องราวเกี่ยวกับยามะพีที่เขารู้ให้ฟังทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้ายุ่งจนคิ้วแทบชนกันอย่างสงสัย
"ยูบอกว่านายหน่ะ หน้าตาน่ารักแถมยังใจดีกับคนอื่นไปทั่วเหมือนกับเทวดาตัวน้อยๆ เขาเลยต้องคอยปกป้องนายตลอดเวลาเพราะกลัวพวกลิ้นไรจะมาตอม อ้ออีกอย่างนะ
"หืมม?...." ยามะพีเลิกคิ้วขึ้นอย่างกระตือรือร้นอยากฟังต่อ
"ยูยังบอกอีกว่า นายหน่ะขี้งอน ขี้แง กลัวความสูง เวลาร้องไห้นายจะทำแก้มป่องและถ้าไม่มีใครปลอบนายก็จะร้องไม่หยุดเลยหล่ะ"
"พูดแต่เรื่องแย่ๆของเราแฮะ ทีเรื่องดีๆมีนิดเดียว"
คาเมะเกือบหัวเราะออกมาเมื่อเห็นแก้มยามะพีเริ่มป่องอย่างที่ยูอิจิเล่า "เริ่มงอนแล้วหล่ะสิ ชั้นยังเล่าไม่จบเลยนะ"
"เราไม่อย่างฟังแล้ว"
"แน่นะ" เขาแหย่
"อะ....อืมม"
"แย่ชะมัดเลย ทั้งที่กำลังจะถึงประโยคสำคัญอยู่แล้วทีเดียว" เขาพูดพลางเหล่มองอาการของอีกฝ่ายอย่างเจ้าเล่ห์
"ประโยคสำคัญ?......."
"อยากรู้ป่ะ"
"คาเมะจังแกล้งเราอีกแล้วนะ ถ้าไม่บอกเราจะกลับหล่ะ"
"บอกก็ได้ ชั้นจะก๊อปปี้แบบไม่มีตกหล่นเลยนะ.........อะ แฮ่มม......" คาเมะกระแอมพลางทำท่าทางขรึมๆเลียนแบบยูอิจิ "ผมเต็มใจง้อเขาเสมอเวลาเขางอนและผมก็พร้อมที่จะปลอบใจและอยู่เคียงข้างเขาเสมอเวลาเขาร้องไห้ ทุกสิ่งที่ผมทำไปทั้งหมดนั้นเพื่ออยากบอกให้เขารู้ว่าผมรักเขาแค่ไหน......จบละ"
ยามะพีน้ำตารื้นเอ่ออีกรอบเมื่อฟังจบ...........ทำไมเขาถึงได้มองข้ามความรู้สึกของยูไปนะ ร่างบางนึกอย่างตำหนิตัวเอง
"ร้องไห้เหรอ?" คาเมะถาม
"เปล่านี่..." ยามะพีเบือนกายหลบเพื่อนเพื่อปาดน้ำตา
"ร้องออกมาเถอะ รู้มั้ยว่าน้ำตาแห่งความดีใจที่มีคนรักเรามากขนาดนี้หน่ะ มันสวยงามจะตาย" เขาดึงเพื่อนมากอดมิใช่เพื่อปลอบแต่เป็นการแบ่งปันช่วงเวลาดีๆร่วมกัน "ชั้นคงดีใจจนร้องไห้เหมือนกันหากมีใครมาพูดให้ชั้นฟังแบบนี้"
ระหว่างสวมกอดกันแนบแน่น คำพูดของยูอิจิลอยวนขึ้นมาในหัว...........ยามะพีเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของคุณหนู.......คาเมะคลี่ยิ้มอย่างดีใจ จากที่เห็นยามะพีเป็นคนที่ดีมากคนหนึ่งเพราะสมัยนี้หาคนที่จริงใจและซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองอย่างไม่มีเสแสร้งแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว.......เขาคลายอ้อมแขนเพื่อเช็ดน้ำตาให้ ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยหยดน้ำบนแก้มออกอย่างนุ่มนวล "ยูอิจินี่โชคดีจริงๆที่ได้แฟนน่ารักอย่างนี้" คาเมะสะดุดใจเล็กน้อยกับประโยคสุดท้ายของตน เขารู้สึกเหมือนกับว่าเคยพูดแบบนี้มาแล้ว
"ไม่หรอก.....คนที่ทั้งโง่และดื้ออย่างเราต่างหากโชคดีที่มีคนดีๆอย่างยูมารัก"
"รู้อย่างนี้แล้วก็ถนอมน้ำใจกันให้ดี มีปัญหาก็ต้องพูดออกมาตรงๆจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง"
คำพูดของคามะทำเอายามะพีสะอึก ตากลมโตหลุบลงต่ำราวกับต้องการหลบไม่ให้ใครรู้ว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
"ไปเดินเล่นที่สวนกันมั้ย อยู่แต่ในห้องเบื่อจะตายอยู่แล้ว" คาเมะเอ่ยชวน เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าเศร้าหมองของเพื่อน
ยามะพีพยักหน้ารับ "เราไปเอารถเข็นก่อนนะ"
"ไม่ต้อง....ชั้นจะเดินไปเอง"
คาเมะขยับตัวลงจากเตียง ขณะเท้าแตะพื้นเขารู้สึกได้ทันทีเลยว่าร่างกายมันหนักกว่าปรกติแต่ก็ไม่มากเกินกว่าความพยายาม ยามะพีเขยิบเข้าใกล้เพื่อช่วยประคองแต่คาเมะยกมือเป็นเชิงห้าม เขายืนทรงตัวนิ่งราวสองสามวินาทีก่อนก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเนื่องจากสมองยังคงมึนงง สงสัยนอนนานไปแน่ๆ เขาคิด....
ทั้งสองพากันหาที่พักในสวนหย่อมของโรงพยาบาล ยามะพีสังเกตอาการเพื่อนตลอดอย่างเป็นห่วงจนคาเมะทำทีรำคาญ
"ชั้นไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วง...." คาเมะพูด "วันนี้ชั้นรู้สึกสดชื่นกว่าทุกวันเลยก็ว่าได้...แต่เอ...ตั้งแต่เช้าชั้นยังไม่เห็นยูอิจิเลย มาด้วยกันหรือเปล่า"
ยามะพีพยักหน้าแทนคำตอบ
"งานยุ่งมั้ง"
เพื่อนรักพยักหน้ารับอีกครั้งโดยไม่พูดอะไร เขาเลี่ยงที่จะพูดถึงยูอิจิเพราะไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าคาเมะอีก
"มีเรื่องไม่สบายใจก็เล่าให้ชั้นฟังได้นะ..........รับรองชั้นช่วยเต็มที" คาเมะเสนอ
"อื้อ..." ยามะพีฝืนยิ้มเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ "คาเมะจังก็เหมือนกัน มีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็เล่าให้เราฟังนะ รับรองเราช่วยเต็มที่เหมือนกัน"
"โอเค...ทีนี้ก็เลิกทำหน้าบูดเสียที เดี๋ยวดอกไม้รอบๆนี่เฉาหมด"
คาเมะแหงนคอมองท้องฟ้ากว้างปล่อยสายลมโชยกระทบใบหน้าขาว เขาปลดปล่อยอารมณ์ไปกับบรรยากาศรอบตัว ก้อนเมฆลอยผ่านกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าตามกระแสเวลาที่ล่วงเลย บางครั้งก็บังดวงอาทิตย์เสียมิด แต่บางครั้งก็เบาบางเสียจนแสงแดดเล็ดลอดลงเบื้องล่าง ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านรอรับไออุ่น
"วันนี้ฟ้าใส สวยดีนะ" เขาเอ่ยแบบพึมพำกับตัวเอง ซักพักคิ้วเรียวเริ่มขมวดติดกัน "แต่ชั้นรู้สึกเหมือนว่าเคยเห็นท้องฟ้าที่สวยกว่านี้"
"ที่ไหนเหรอ"
คาเมะพยายามนึก สมองของเขากำลังทำงานเรียกควาทรงจำที่มีอยู่ออกมา เพียงสองสามวินาทีเท่านั้นภาพทั้งหมดที่มีอยู่ก็ถูกป้อนออกมาราวกับจอมอนิเตอร์แสดงภาพการประมวลผล
"ไม่มี..." เขาขยี้ผมตัวเองจนยุ่งราวกับว่าความทรงจำที่หาไม่เจออาจอยู่ตรงไหนซักแห่งบนหัว "อาจเป็นเรื่องเก่าๆที่ชั้นลืมไปแล้วหน่ะ" คอระหงส์เอียงเล็กน้อยแบบช่วยไม่ได้
"คาเมะจัง..." ยามะพีหยุดชั่วอึดใจก่อนถาม "จำเรื่องในอดีตไม่ได้เลยหรือ"
"อื้อ..." คาเมะพยักหน้ารับ "จำไม่ได้เลย.....สมองชั้นมันว่างเปล่าเหมือนกะลามะพร้าวที่โดนกินน้ำคว้านเนื้อออกไปจนหมด" เขายิ้มนิดๆกับประโยคเปรียบเปรยของตน "บางครั้งชั้นก็เสียดายนะเพราะชั้นรู้มาว่าเมื่อก่อนชั้นฉลาดน่าดู ยูอิจิเล่าว่าชั้นพูดได้ตั้งสิบภาษาและที่สำคัญความทรงจำของชั้นน่าจะมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นพวกตรรกะหรือทฤษฏีใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อนหน่ะ...."
"เอ่อ...แล้วเรื่องส่วนตัวหล่ะ"
"นายหมายถึงเรื่องครอบครัว?...." คาเมะพูดต่อทันทีเมื่อเห็นเพื่อนพยักหน้ารับ "ยูอิจิเล่าให้ฟังหมดแล้ว.........ฟังดูแย่ซะจนชั้นอดคิดไม่ได้ว่าตัวชั้นสมัยก่อนตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกทิ้งทุกอย่างไปให้หมด...." เขาพูดเรื่องที่ได้รับฟังมาจากยูอิจิด้วยใบหน้าเรียบเฉย "ไม่น่าเชื่อนะว่าชีวิตคนๆหนึ่งจะเศร้าได้ขนาดนี้ เด็กที่แม่ไม่ต้องการ ส่วนพ่อก็โหดร้ายทารุณ ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยที่มีภาพตัวเองถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเป็นชั้นในตอนนี้ต้องเจอเหตุการณ์ณ์แบบนั้นก็คงเลือกทำแบบเดียวกัน........เรื่องไม่ดีก็ลืมๆมันไปซะ ถึงแม้ต้องทิ้งเรื่องดีๆที่มีอยู่น้อยนิดไปด้วยก็ทีเถอะ"
"แล้วคาเมะรู้เรื่องในอดีตแล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ" ยามะพีถามอย่างสงสัย ในเมื่อคาเมะรับรู้เรื่องราวในอดีตแล้วทำไมถึงได้ทำเฉยเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย
"รู้สึก?......ไม่หรอก ในเมื่อจำเรื่องราวไม่ได้ ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งเหล่านั้นมันก็พลอยหายไปด้วยยังไงหล่ะ " คาเมะอธิบายเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้างง "มันก็เหมือนเราอ่านหนังสือนั่นแหละ ถ้อยคำที่บรรยายออกมาทำให้เราพอจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราเข้าใจจะฉายชัดออกมาเป็นภาพหรือเราจะรู้สึกเสมือนเหตุการณ์จริงนั้นเกิดขึ้นกับตัวเอง....ถึงแม้มันจะเคยเกิดขึ้นกับชั้นก็ทีเถอะ....ชั้นก็เป็นแค่บุคคลที่สามหรือไม่ก็แค่ผู้สังเกตการณ์ตอนที่ยูอิจิรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆที่ชั้นลืมไปแล้วหน่ะ" เขาเม้มปากเป็นเส้นพลางคิดหาคำอธิบายกับทฤษฏีที่ยากจะเข้าใจของตน
"............." ยามะพีนิ่งเงียบพยายามเข้าใจสิ่งที่คาเมะบอก
"ถึงว่าละน้า....ชั้นไม่สงสัยเลยว่าทำไมชั้นถึงเลือกวิธีนี้มากกว่าการฆ่าตัวเองให้ตายไปซะ......เห็นนี่มั้ย" คาเมะชูข้อมือข้างที่มีรอยแผลยาวสองเส้นให้เพื่อนดู
"ตอนนี้เวลาชั้นเห็นแผลนี่ก็ไม่รู้สึกอะไร...ไม่มีภาพความทรงจำหรือความรู้สึกเจ็บปวดตอนที่กรีดแขนตัวเองเลยซักนิด...." เขาลูบรอยแผลเป็นบนข้อมือพลางยิ้มนิดๆอย่างสบายใจ "คราวนี้ชั้นก็สามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างเต็มที่ โลกนี้กว้างใหญ่และมีอะไรให้ค้นหาอีกตั้งมากมาย เวลาได้พบสิ่งใหม่ๆหรือได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเจอมาก่อนคงจะตื่นเต้นไม่น้อย"
ยามะพีลอบมองหน้าเพื่อน ใบหน้าขาวสวยกำลังยิ้มราวกับเด็กเล็กๆ....รอยยิ้มนั้นไร้เดียงสาและสดใสอย่างที่ยามะพีไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วอย่างนี้เขาควรจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้คาเมะฟัง? หรือ ควรปล่อยคาเมะให้เป็นอิสระจากบ่วงโซ่แห่งความเจ็บปวดที่เคยพันธนาการร่างกายและจิตใจดี?
.........ปลายทางของเรื่องนี้จะจบอย่างไร.......ทางออกของทุกเรื่องอยู่ที่ไหนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยากที่จะรู้ได้..........แต่ที่เขามั่นใจก็คือตอนนี้คาเมะคนใหม่กำลังมีความสุขกับทางที่เขาได้เลือกเพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ทำลาย ไม่แน่บางทีการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้อาจจะดีกว่า?...........
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สามวันหลังจากไปหาคาเมะที่โรงพยาบาล จินก็ได้แต่ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ยูอิจิได้ขอร้องไว้ ถึงแม้เขาจะไปหาคาซึยะทุกวันแต่ก็ก็ไม่ได้โผล่หน้าเข้าไปให้เห็น เขายังลังเลใจกลัวว่าถ้าเผชิญหน้ากันจะอดใจกอดและพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคาซึยะไม่ไหว......เพราะเท่าที่สังเกต คาซึยะดูร่างเริงและสดใสกว่าแต่ก่อนมาก ใบหน้าเฉยชาที่เขาคุ้นเคยดูมีชีวิตชีวา ปากที่กว่าจะขยับพูดแต่ละทีตอนนี้กลับเจี้อยแจ้วได้กับทุกคน.....หรือนี่คือตัวตนที่แท้จริงของคาซึยะ ซึ่งโดนเรื่องเลวร้ายในวัยเด็กกับความผิดปรกติของสมองปิดกั้นเอาไว้.....เขายอมรับว่าไม่คุ้นเคยกับบุคคลิกใหม่ๆที่เห็นเพราะ....รอยยิ้มนั่นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขา....เสียงหัวเราะและท่าทางสดใสนั้นก็ไม่เกิดขึ้นเพราะเขาอีกเช่นกัน.....มันทำให้นึกถึงสัญญาที่เคยให้ไว้กับตัวเองมาตลอด
อยากทำให้ใบหน้านั่นมีแต่รอยยิ้ม.....ฮึ......จินยิ้มเหยียดกับสิ่งที่ตนเคยพูดไว้.....เขาเองที่เป็นคนทำลายทุกอย่างลงกับมือ
จินกำสร้อยทองคำขาวในมือไว้แน่นเมื่อนึกถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม.....รอยยื้มที่ไม่ได้มีไว้ให้เขา....จะทำอย่างไรให้ทุกอย่างกลับมาเป็นของเขาอีกครั้ง.....แม้ว่าต้องรออีกนานเท่าไหร่และต้องใช้ความพยายามเพียงไหน........เขาหยุดความคิดตัวเองไว้แค่นั้นเมื่อคำพูดของยูอิจิลอยวนขึ้นมา
***หากนายยังดึงดันทำตามความต้องการของตัวเองตอนนี้....ชีวิตของคนที่นายบอกว่ารักจะต้องทุกข์ทรมานจมอยู่กับเรื่องเลวร้ายที่นายเคยทำไว้ในอดีต****
หรือว่าวันนั้นมันไม่มีทางมาถึง....ไม่...เขาไม่ยอมให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้แน่ ที่สำคัญยูอิจิไม่ได้ห้ามไม่ให้เขาพบคาซึยะนี่หน่า ขอแค่ได้พบ....ได้พูดคุยกัน...ถึงแม้จะต้องแนะนำตัวว่าเป็นแค่เพื่อน.....เขาสะเทือนใจไม่น้อยเมื่อรู้ถึงสถานะของตัวเองในขณะนี้......แค่เพื่อน?......
"เอาวะ....แค่เพื่อนก็ยังดี"
จินพรวดพราดออกจากบ้าน เขาจำเป็นต้องทำอะไรซักอย่าง ทั้งเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นบ้าไปก่อนเพราะความคิดถึงและเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ตัว ขอเพียงคาซึยะให้โอกาส เขายินดีที่จะเริ่มทุกอย่างใหม่ แม้จะต้องถูกเรียกว่าเป็น**แค่เพื่อน** หรือ เป็นแค่**ตัวเลือก** ของคนรักก็ตาม
ทันทีที่ไปถึง โทมะ อิคุตะเพิ่งออกมาจากห้องพักคาเมะพอดี ราวกับโชคชะตาที่ทำให้ทั้งสองมีโอกาสได้คุยกันตามลำพัง
"ถ้าจำไม่ผิด คุณคือ อาคานิชิ จิน นักร้องชื่อดัง?" โทมะเริ่มบทสนทนา
"อาการคาซึยะเป็นอย่างไรบ้างครับ" จินเลี่ยงไม่ตอบคำถามไร้สาระ ตาคมเพ่งมองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา....ผู้ชายคนนี้หรือที่ยูอิจิหมายตาไว้แทนที่เขา
"เพิ่งหลับไปซักครู่ครับ....เอ่อ...ยังไงไปดื่มกาแฟคุยกันที่ห้องทำงานผมดีมั้ย" โทมะตอบพลางเดินนำไปโดยไม่ฟังคำตอบรับของจินเลยด้วยซ้ำ....เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องตามเขามาแน่.....อาคานิชิ จิน ผู้ชายคนนี้ที่นากามารุคุงเล่าให้ฟังว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องทุกอย่าง....
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ห้องโล่งกว้างกับกระจกหน้าต่างบานใหญ่ทำให้บรรยากาศภายในปลอดโปร่ง ผ้าม่านสีขาวสะอาดตาปลิวไสวตามแรงลมเสริมให้อากาศเย็นสบายผิดกับสองคนที่กำลังนั่งจิบกาแฟหยั่งเชิงกัน.....สายตาดุดันสบกันไม่ลดละราวกับเกิดมาเป็นศัตรูตามธรรมชาติ
อดีตคนรักของคาซึยะ?......โทมะคิด....เขาทำทีเป็นอธิบายอาการของคาซึยะพร้อมกับสารธยายเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไปด้วย
"ถ้าไม่ให้ยานอนหลับก็ไม่มีทางยอมนอนง่ายๆ เห็นแบบนี้แต่ดื้อมากครับ ทุกคืนผมต้องคอยนอนเฝ้าเพราะกลัวเขาแกล้งหลับ" โทมะพูดพลางสังเกตอาการของจิน
"คุณรู้เรื่องความผิดปรกติของคาซึยะหรือเปล่าครับ"
จินพยักหน้า....เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่น้อยกับการสนทนาครั้งนี้.....
"ความผิดปรกติทางสมองมักส่งผลทำให้คนไข้หลับได้ไม่ยาวหน่ะครับ ส่วนใหญ่เนื่องจากการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาบวกกับการอ่อนล้าจากอาการปวดหัว เพราะอย่างนี้คาซึยะถึงต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของหมอ......" โทมะพูดแบบเน้นย้ำ
"คุณหมายถึง?...." จินถามอย่างไม่แน่ใจว่าการสนทนาครั้งนี้มีเพื่ออะไรกันแน่
"ผมรู้ว่าคุณคิดอย่างไร....ตั้งแต่คาซึยะย้ายมารักษาตัวที่นี่ ผมเห็นคุณมาทุกวันแต่ไม่เคยเข้าไปเยี่ยมเลยซักครั้ง ตัวผมเองซึ่งเป็นหมอที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เขาฟื้นสติที่แคนนาดารู้สึกขอบคุณมากที่คุณเป็นห่วงคาซึยะ....แต่จากนี้ไปขอให้คุณวางใจปล่อยเขาให้อยู่ในการดูแลของผม"
จินอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก...ที่ผู้ชายคนนี้พูดเหมือนผลักไสเขาให้พ้นจากชีวิตของคนรัก...หรือว่าจะรู้เรื่องทุกอย่าง....เป็นไปได้ในเมื่อเป็นคนที่ยูอิจิเลือก.........
"ผมเองรู้จักคาซึยะได้ไม่นานจึงไม่สามารถเข้าใจความเจ็บปวดของเขาได้....แต่คุณซึ่งใกล้ชิดกับเขายิ่งกว่าใครน่าจะเข้าใจว่าเขาต้องทรมานแค่ไหนกับสิ่งที่พบเจอในอดีต หากรักและปรารถณาให้เขาหายดีจริงๆก็ไม่ควรผลักดันให้ทุกอย่างย้อนกลับไปเป็นเหมือนก่อน" โทมะหยุดชั่ววินาทีก่อนเข้าประเด็นสำคัญ "ผมหมายถึงการื้อฟื้นเรื่องที่ไม่ควรจดจำ หวังว่าคุณคงเข้าใจว่าการดึงดันจะพบเขาของคุณอาจเกิดผลร้ายมากกว่าดี"
จินลุกพรวดอย่างเหลืออด เขาทนฟังผู้ชายคนนี้พูดอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว.......แม้แต่เริ่มจากความเป็นเพื่อนยังไม่ได้งั้นหรือ?
"คุณไม่มีสิทธ์ห้ามไม่ให้ผมพบคาซึยะ" เขาหันหลังกลับเตรียมออกจากห้องไม่สนใจฟังโทมะที่กำลังพูดไล่หลัง
"คุณควรรับผิดชอบสิ่งที่ทำไป"
"ผมจะรับผิดชอบ........." จินกลั้นใจตอบ "ผมจะไม่พูดหรือเล่าอะไรให้เขาฟัง คุณวางใจได้.......แต่รู้ไว้นะ ว่าพวกคุณไม่มีสิทธ์ห้ามไม่ให้ผมรักเขา..........ผมรักคาซึยะ.......ถึงแม้เขาจะจำไม่ได้ว่าเคยรักผม.......ถึงแม้ว่าเขาจะลืมความสัมพันธ์ของเราและแม้ว่าจะมีตัวเลือกเข้ามาในชีวิตเขาอีกซักกี่คนก็ตาม.......ผมแน่ใจ ว่าทำให้เขารักผมได้..........ทุกอย่างคาซึยะจะเป็นคนตัดสินใจ พวกคุณพูดเองไม่ใช่หรือ"
จินหันหลังเดินจากไปเขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นความไม่มั่นใจที่ฉายชัดบนใบหน้า........ใช่....เขายอมรับว่าไม่มั่นใจ....แต่ที่โพล่งออกไปเพราะอารมณ์โกรธ.......โทมะ อิคุตะ คนนั้นทำหน้ามั่นใจเต็มที่ว่าจะต้องเป็นคนที่คาซึยะเลือกแถมพูดจาราวกับว่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ.......การถูกคนที่เพิ่งรู้จักพูดแบบนี้ทำลายกำลังใจเขาเสียหมดสิ้น........ความกลัวการสูญเสียก่อตัวทีละน้อย.........ศัตรูหัวใจกำลังแทรกตัวเข้ามาตรงกลางระหว่างเขากับคาซึยะและยิ่งไปกว่านั้นโทมะยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากยูอิจิแล้วเขาหล่ะ.......คนที่ทำร้ายคาซึยะมามากอย่างเขาคงไม่ได้รับความเห็นใจหรือช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น...............
เมื่อมาถึงหน้าห้องพักฟื้น.............จินหยุดสูดหายใจลึกเพื่อสร้างความมั่นใจให้ตนเองก่อนบิดประตูเข้าไปพบคนที่เขารัก.......รักมากที่สุด
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
To Be Con Part 24
part นี้รอนานมากเลยเนอะ ความจริงเสร็จนานแล้ว แต่ย้ายบ้านไม่มีเน็ตจะอัพ
กว่าจะดึ๊บมาร้านเน็ตได้ต้องรวบรวมแรงใจน่าดู แต่ตอนนี้ยาวดีนะคงพอแก้ขัดไปได้บ้างนะ
หากอยากให้ลงเร็วๆ ก็รวมพลไปตืบบ ทีโอทีหน่อย ขอโทรศัทพ์พร้อมเน็ตไปชาติครึ่งละยังไม่ได้
:P พูดเล่นน้า....อ่านแล้วช่วยๆกันเม้นท์นะค๊ะ จะได้มีกำลังใจมาต่อ เพราะที่ผ่านมาตัดใจเลิกแต่งฟิคเรื่อง
นี้ไม่ได้ก็เพราะเม้นท์จากผู้อ่านทุกๆท่านน่านแหละ
thank you for every comments,
Bye, Ja ne